คุณออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อาหารที่มีประโยชน์อาจจะมีข้อเสียก็ได้

ไวน์
ข้อดี
ผลการวิจัยหลายสำนักระบุตรงกันว่า การดื่มไวน์วันละ 1 - 2 แก้วช่วยลดการเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ 40 %
ข้อเสีย แอลกอฮอล์ในไวน์ก็เหมือนแอลกอฮอล์ในเหล้าหรือเบียร์ คือเป็นสาเหตุของมะเร็งหลายชนิด
นอกจากนั้นผลการวิจัยในสหรัฐพบว่า แอลกอฮอล์มีส่วนทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 2 %
คำแนะนำ ถ้าคิดว่าผลดีคุ้มค่าต่อการเสี่ยงก็ดื่มได้ แต่ไม่ควรเกินวันละ 5 ออนซ์
กาแฟ
ข้อดี
กาแฟนอกจากกระตุ้นให้รู้สึกสดชื่นแล้ว การวิจัยในเบื้องต้นพบว่า
กาแฟช่วยป้องกันโรคตับแข็ง โรคเบาหวาน นอกจากนั้นยังพบว่าผู้หญิงสูงอายุ
ที่ดื่มกาแฟมาตลอดชีวิตมีแนวโน้มที่จะมีความจำดีกว่าผู้หญิงที่ไม่ดื่มกาแฟเลย
ข้อเสีย หากกำลังตั้งครรภ์ไม่ควรดื่มกาแฟอย่างเด็ดขาด เพราะกาเฟอีนอาจทำให้แท้งได้
และผู้ที่มียีนซึ่งทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดกาเฟอีนออกจากร่างกายได้หมด ผู้ที่มีปัญหาการนอนหลับ จุกเสียด เป็นโรค (น้ำย่อย) ไหลย้อนจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหาร ก็ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะไม่เป็นผลดีต่ออาการดังกล่าว
ถ้าเป็นผู้ที่ชอบดื่มกาแฟต้มเองก็ควรใช้ที่กรองกาแฟด้วย เพราะการไม่ใช้ที่กรองกาแฟ (เครื่องทำกาแฟบางประเภทไม่ใช้ที่กรองกาแฟ) อาาจทำให้ระดับคาเลสเทอรอลสูงขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคหัวใจ
คำแนะนำ คนทั่วไปสามารถดื่มกาแฟได้ตามปกติ แต่ไม่ควรเกินวันละ 3 แก้ว (แก้วละ 8 ออนซ์)
ส่วนคนที่มียีนเจ้าปัญหา ถ้าเลิกไม่ได้ไม่ควรดื่มเกินวันละ 1 แก้ว
ปลา
ข้อดี
ปลาเป็นอาหารที่นักโภชนาการแนะนำให้รับประทานเป็นประจำ เพราะนอกจากเป็นแหล่งโปรตีนแล้ว ยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ยิ่งกว่านั้นการรับประทานปลายังไม่เป็นปัญหากับน้ำหนักเหมือนกับการรับประทานอาหารประเภทอื่น
ข้อเสีย ทุกวันนี้พบว่าปลาทะเลหลายชนิดมีสารปรอทตกค้าง ซึ่งเกิดจากมลพิษในทะเลที่เพิ่มขึ้น การรับประทานปลาจึงเท่ากับการรับประทานปรอท ซึ่งเป็นสารที่ทำลายเซลล์สมองเข้าไปด้วย นอกจากนั้นการมีสารปรอทในร่างการยมากเกินไปอาจทำให้เป็นมะเร็.ได้เช่นกัน
คำแนะนำ ผู้หญิงตั้งครรภ์ควรใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษในการรับประทานปลาทะเล เพราะสารปรอทอาจทำให้เด็กในครรภ์ผิดปกติ ส่วนคนปกติไม่ควรรับประทานปลาทะเลอาทิตย์ละ 2 ครั้ง แต่ไม่ควรรับประทานปลาประเภทเดียวกันซ้ำใน 1 อาทิตย์ และพยายามเลือกรับประทานปลา หรืออาหารทะเลที่ปรอทต่ำ เช่น กุ้ง แซลมอน ทูน่ากระป๋อง เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว
เมื่อมีทั้งข้อดีและข้อเสียคงต้องพิจารณาว่าร่างกายของแต่ละคนเหมาะที่จะรับประทานอาหารดังที่กล่าวมาหรือไม่ มากน้อยเพียงใด

อาหารต้องห้ามขณะท้องว่าง

คุณคงเป็นอีกคนที่ในช่วงหนึ่งอาจใช้เวลา เพลิดเพลินไปกับการทำงานจนลืมรับประทานอาหาร หรือกำลังควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก เมื่อเหตุผลข้างต้น ทำให้การรับประทานอาหารของคุณไม่ตรงเวลา จนกระทั่งส่งผลให้เกิดอาการท้องว่างนั้น คุณทราบไหมว่าเมื่อท้องของคุณว่างแล้ว คุณรับประทานอาหารเข้าไป อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของคุณได้ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะรับประทาน ควรเลือกชนิดของอาหารเสียก่อนนะคะ ไปดูกันว่าอาหารที่ไม่ควรรับประทานขณะท้องว่างมีชนิดใดบ้าง
นม และ นมถั่วเหลืองแม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน?แต่จะเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อกระเพาะอาหารมีสารประเภทแป้งอยู่
เหล้าหากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง จะไปกระตุ้นกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะ อาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
น้ำตาล หรือ อาหารหวานไม่ควรรับประทานอาหารหวานหรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช๊อกโกแลต เพราะ หากรับประทานขณะท้องว่าง จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต
ชาที่แก่เกินไปชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ
ลูกพลับไม่ควรรับประทานลูกพลับในขณะที่ท้องว่าง เพราะกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือออกมามาก หากไปรวมตัวกับยาง และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้ว จะทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
กล้วยเพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วยขณะที่ท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น ทำให้สูญเสียส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือด หัวใจ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
กระเทียมเพราะจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารได้รับการกระตุ้นให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง
ผักการรับประทานผักอย่างเดียวในขณะที่ท้องว่าง จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปกติ
นอกจากนั้น ยังไม่ควรอาบน้ำและออกกำลังกายด้วยเช่นกัน เพราะการอาบน้ำและการออกกำลังกายภายในขณะที่ท้องว่าง จะทำให้เกิดอาการช็อก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย
อย่าลืม สิ่งใดที่มีคุณอนันต์ ก็อาจมีโทษมหันต์เช่นกัน ถ้าคุณปฏิบัติอย่างผิดวิธี

อ่อนเพลียอย่างนี้ไม่มีโรค

อ่อนเพลียอย่างนี้ไม่มีโรค

อ่อนเพลีย

อ่อนเพลียอย่างนี้ไม่มีโรค (หมอชาวบ้าน)

          มีผู้ป่วยหลายคนมาพบแพทย์ด้วยเรื่องอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงทำงาน บางคนบอกว่ารู้สึกเหนื่อยง่าย บ้างก็ว่าร่างกายอ่อนล้าผิดปกติ ที่สำคัญคือกลัวว่าจะเป็นโรคร้ายแรง

          โดยมากเมื่อคนเราเจ็บป่วย มักจะมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วยเสมอ ดังนั้น ถ้ามีอาการอ่อนเพลีย จึงมักจะนึกถึงโรคต่าง ๆ แต่สำหรับคนที่รู้สึกอ่อนเพลีย แต่ไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ ที่เห็นได้ชัด จะเกิดความวิตกกังวล ครั้นไปพบแพทย์ก็อาจตรวจไม่พบความผิดปกติใด ๆ แพทย์เองก็วินิจฉัยไม่ถูก

          บางคนก็บอกว่าเกิดจากความเครียด หรือวิตกกังวล และแพทย์เองก็ไม่รู้จะให้ยาอะไร นอกจากยาคลายเครียด วิตามิน หรือน้ำเกลือ ก็แล้วแต่วิธีการรักษาของแต่ละคน และกรณีที่ผู้ป่วยได้รับยาคลายเครียดด้วย ก็จะยิ่งทำให้ง่วงซึมและอ่อนเพลียมากขึ้นไปอีก

          อาการอ่อนเพลียเป็นอาการทางร่างกายและจิตใจที่พบได้บ่อย ๆ ซึ่งมีทั้งที่เกิดจากโรคและที่ไม่ใช่โรค เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ตรากตรำทำงานหนัก อากาศที่ร้อนจัด วิตกกังวล เครียด ขาดสารอาหาร หรืออาจเกิดจากโรค เช่น โรคติดเชื้อ หรือเจ็บป่วยอื่น ๆ

          สำหรับตัวผู้เขียนเองนั้น มักจะพยายามบอกให้ผู้ป่วยรู้จักพึ่งพาตัวเองในระดับหนึ่ง โดยใช้ดุลยพินิจวิเคราะห์อาการต่าง ๆ เมื่อรู้สึกไม่สบาย ว่าจำเป็นต้องใช้ยาหรือไม่ มีสาเหตุที่สามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องพึ่งยาหรือไม่
กรณีอ่อนเพลียที่ไม่พบอาการผิดปกติอื่นใดและพอจะหาสาเหตุได้ เช่น นอนน้อยเกินไป มีภาวะเครียดการจำกัดอาหาร อย่างนี้ก็ให้แก้ไขที่สาเหตุ ปรับพฤติกรรมและวิถีชีวิตใหม่ พยายามผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ โดยที่ยังไม่ต้องไปพึ่งน้ำเกลือหรือยาบำรุงใด ๆ เพราะ "อาการบางอย่างไม่ใช่โรค" และ "โรคบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา"

          อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า บางครั้งก็เกี่ยวข้องกับอาหารที่กินด้วย เมื่อร่างกายขาดสารอาหารบางอย่างก็ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เซื่องซึม หรือเหนื่อยล้าได้ เช่น ขาดพลังงาน ขาดโปรตีน ขาดวิตามินบี หรือธาตุเหล็ก เป็นต้น

          ดังนั้น คนที่จำกัดการกินอาหารหรือพยายามลดน้ำหนัก จะมีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่สำคัญคือ จะต้องกินอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน ร่างกายจะเกิดสมดุล กล้ามเนื้อแข็งแรง ภูมิคุ้มกันดีขึ้น นอกจากนี้ควรกินปริมาณพอดี ไม่มากไปหรือน้อยไป งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดอาหารพวกไขมันแปรรูป ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 8 แก้ว เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อ่อนเพลียได้เช่นกัน

          ไม่ต้องพึ่งน้ำเกลือหรือยาบำรุง เพราะอาการบางอย่างไม่ใช่โรค และโรคบางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้ยา

          นอกจากเรื่องอาหารแล้ว ควรพักผ่อนให้เพียงพอทำใจให้สบาย หลีกเลี่ยงความเครียด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะทำให้กล้ามเนื้อและระบบเผาผลาญทำงานดี

          ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีแรง แพทย์จะต้องซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยส่วนใหญ่ถ้าเจ็บป่วยเป็นโรคมักจะมีอาการอื่นร่วมด้วย และจะสังเกตได้ไม่ยาก แต่ที่แพทย์มักจะถามอยู่เสมอคือ มีไข้ไหม น้ำหนักลดหรือผอมลงหรือไม่ปัสสาวะมากและกระหายน้ำบ่อย ๆ หรือไม่ เป็นต้น เพื่อที่จะวินิจฉัยแยกโรคว่าเกิดจากความเจ็บป่วยหรือเกิดจากสาเหตุอื่นกันแน่

          สำหรับอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้าแบบเรื้อรัง ชนิดที่ว่าไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ พักผ่อนหรือปรับปรุงวิถีชีวิตแล้วก็ยังไม่หาย จัดเป็นอาการป่วยชนิดหนึ่ง วินิจฉัยค่อนข้างยาก ตามตำราจะเรียกอาการแบบนี้ว่า โครนิกฟาทีกซินโดรม (chronic fatigue syndrome-CFS) ซึ่งมักจะอ่อนเพลียมานาน ส่วนใหญ่จะมากกว่า 6 เดือน และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดตามข้อ เจ็บคอ มีไข้ นอนไม่หลับ ซึมเศร้า เป็นต้น

          โรคนี้พบได้ไม่บ่อย สาเหตุนั้นยังไม่แน่ชัด โดยอาจเป็นผลมาจากโรคติดเชื้อเรื้อรัง ขาดสารอาหารขาดฮอร์โมนบางอย่าง หรือเกิดจากภาวะเครียดเรื้อรัง เป็นต้น การรักษานั้นต้องใช้ทั้งยา โภชนบำบัด และปรับวิถีชีวิตให้สมดุล

          แต่สำหรับอาการอ่อนเพลียที่พบอยู่บ่อย ๆ นั้น มักจะไม่ใช่เกิดจากโรคหรือความเจ็บป่วย ส่วนใหญ่เกิดจากการมีวิถีชีวิตที่ไม่ถูกต้อง เช่น พักผ่อนน้อย ตรากตรำทำงาน กินอาหารไม่เพียงพอ ความเครียด เป็นต้น ดังนั้นวิธีการรักษาจึงอยู่ที่การแก้ไขสาเหตุ มากกว่าการพึ่งพายาหรือน้ำเกลือเพื่อบำรุงกำลัง

สูบบุหรี่... เดี๋ยว ฝี ผุดที่หน้าอกนะ!

สูบบุหรี่... เดี๋ยว ฝี ผุดที่หน้าอกนะ!

ฝี

สูบบุหรี่... เดี๋ยว ฝี ผุดที่หน้าอกนะ! (Lisa)

          ถ้าไม่อยากให้ฝีขึ้นที่หน้าอกจนหมดสวย ก็ต้องวางบุหรี่กันตั้งแต่ตอนนี้ และจงเก็บหัวนมไว้ดี ๆ อย่าเอาไปเจาะ!

          โดยการศึกษาจาก University of Iowa เปิดเผยในวารสาร American College of Surgeon เขาเปิดเผยว่า คนที่สูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็นฝีที่หน้าอกมากกว่าคนปกติ 40-50% แน่ะ และพอเป็นแล้วก็มีโอกาสเป็นอีกถึง 15 เท่า ถ้าเทียบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่เลย

          ส่วนคนที่เจาะหัวนมก็อาจมีฝีได้ภายใน 7 ปี หลังจากที่เจาะมาแล้ว เราขอเตือนไว้ก่อนเลย อย่าคิดว่าฝีไม่อันตรายนะ เพราะฝีบริเวณหน้าอกนั้นจะอักเสบ ทำให้หน้าอกเป็นแผล เจ็บมาก ๆ และก็รักษายากอีกด้วย

สาว ๆ ระวังกระเป๋า-รองเท้าทำพิษ

สาว ๆ ระวังกระเป๋า-รองเท้าทำพิษ

ผู้หญิง

คุณและโทษของเครื่องประดับกาย (Twenty-four Seven)

          ความสวยงามอาจไม่ได้มีแต่ด้านดีเสมอไป โดยเฉพาะการแต่งเติมเสริมใส่เครื่องประดับตามเทรนด์แฟชั่นต่าง ๆ บ่อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้ได้สะสมภัยสุขภาพมาช้านาน แถมเมื่อเกิดความเจ็บป่วย ก็มักสันนิษฐานว่ามาจากสาเหตุอื่น ทั้งที่ความจริง กระเป๋าสะพาย รองเท้าส้นสูงที่ใช้มานานเป็นเดือนนี่แหละคือสาเหตุสำคัญ

          และนี่คือเกร็ดสารพันสุขภาพที่คุณไม่เคยรู้

ปวดเมื่อยหน้าคอมพ์ อาจมาจากกระเป๋าสะพาย

          การสะพายกระเป๋าที่หนักเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อต้นคอ บ่าไหล่ต้องทำงานตลอดเวลา เพื่อให้ศีรษะตรง และหันไปมาตามต้องการ และถ้าเมื่อไหร่ที่กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวมากเกินความยืดหยุ่น หรือขาดความยืดหยุ่น และไม่แข็งแรง ก็อาจทำให้มีอาการปวดต้อคอ บ่า และไหล่ ซึ่งโดยมากจะคิดกันว่ามีสาเหตุมาจากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ

          ท่าประจำที่ไม่ควรทำ

          ท่าของผู้หญิงที่แบกของหนัก โดยเอาของทูนไว้บนศีรษะ เอาตะกร้าทูนไว้บนศีรษะ หรือผูกของไว้ที่หลัง หรือการสะพายกระเป๋าหนัก ๆ ไว้ที่ไหล่เพียงข้างเดียวนั้น เป็นท่าที่ทำให้เกิดอันตรายต่อคอ หัวไหล่และหลัง ก็เป็นอีกตัวการที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ ควรเปลี่ยนการสะพายกระเป๋าสลับข้างซ้ายและขวา เมื่อไหล่เริ่มล้า ให้เปลี่ยนมาคล้องแขนแทน ควรสะพายกระเป๋าสายคล้องชิดกับคอ มากกว่าจะสะพายห่างออกจากหัวไหล่ และควรหมั่นบริหารกล้ามเนื้อต้นคอ บ่า และไหล่ เป็นประจำ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น และแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

          หนักหน่อยสะพายเพลิน

          ตัวแปรสำคัญของความเจ็บปวด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดแต่คือน้ำหนักของกระเป๋า ยิ่งชอบสะพายกระเป๋าหนัก ๆ อย่างต่อเนื่อง อาจก่อให้เกิดผลเสียระยะยาวต่อสุขภาพ ตั้งแต่อาการกล้ามเนื้ออักเสบ ไปจนถึงอาการปวดไหล่ ปวดหลัง เรื่อยไปจนถึงปวดคอ แม้จะไม่เลวร้ายถึงขั้นทำให้เป็นอัมพาต แต่อาการเหล่านี้ก็รบกวนการทำงานในชีวิตประจำวัน และทำให้เสียบุคลิก

          น้ำหนักของกระเป๋าที่แนะนำและไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดต่อกล้ามเนื้อ ควรสะพายกระเป๋าหนักน้อยกว่า 10% ของน้ำหนักตัว และหากจำเป็นต้องใช้กระเป๋าหนักเกินพิกัด ควรเลือกใช้สายคล้องที่ใหญ่นุ่ม และไม่ยาวเกินไป เพื่อช่วยกระจายน้ำหนัก

รองเท้าส้นสูง


ส้นสูง...ยิ่งสวมยิ่งซาบซ่าน

          แพทย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะ มหาวิทยาลัยเวโรนาแห่งอิตาลี ได้ศึกษาและค้นพบว่า การสวมรองเท้าส้นสูงที่มีส้นสูงขนาดปานกลาง สามารถช่วยให้ร่างกายเกิดความกลมกลืน ปรับสภาพกล้ามเนื้อ ช่วยเพิ่มคุณภาพในการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่รัก และยังช่วยนวดเฟ้นกล้ามเนื้อเชิงกรานให้คลายความปวดเมื่อย และบำรุงสุขภาพ โดยขนาดความสูงที่แนะนำคือ 7 เซนติเมตร หรือประมาณ 2 นิ้วครึ่ง

          รูปแบบของส้น...กลไกของภัยร้าย

          แม้จะมีประโยชน์ แต่ทางเลือกที่ดีควรเลือกส้นที่มีฐานหนา เพื่อรองรับน้ำหนักเท้าได้สมดุล ในเทรนด์ปัจจุบันนิยมรองเท้าส้นกริช ที่มีรูปร่างแหลมเพรียว การใส่แบบนี้เป็นประจำอาจให้โทษมากกว่าประโยชน์ และคุณจะสามารถสังเกตได้จากอาการเหล่านี้สิ่งแรกคือ เกิดอาการปวดเท้า เจ็บเท้า และถ้ารูปของรองเท้าส้นสูงเป็นแบบหน้าแคบ หัวแหลม จะทำให้บีบหน้าเท้า ยิ่งเพิ่มความเจ็บปวด และอาจเกิดเท้าผิดรูปตามมา เช่น นิ้วหัวแม่เท้าเก นิ้วเท้างอ

          ผลกระทบของการใส่ไม่เปลี่ยน

          การใส่รองเท้าส้นสูง แบบที่ทำให้น้ำหนักฝ่าเท้ากดลงบนพื้นไม่สมดุลเป็นประจำ วันละหลายชั่วโมง จะทำให้น้ำหนักลงบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้ามากกว่าส้นเท้า ทำให้เกิดอาการเจ็บบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า อาจมีหนังด้านแข็ง หรือการอับเสบของเอ็นที่เท้าตามมาด้วย ยิ่งใส่เดินทั้งวันยิ่งส่งผลให้เกิดอาการปวดน่องในเวลากลางคืน และบางคนถึงกับเป็นตะคริวเพราะการยืนเขย่งบนรองเท้าส้นสูงนาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อน่องต้องทำงานหนักจนเกร็งเป็นลูก อาจทำให้ปวดเข่า เข่าเสื่อมก่อนวัย เนื่องจากการเดินบนรองเท้าส้นสูง จะมีแรงกระแทกมาที่ข้อเข่ามากกว่าการใส่รองเท้าส้นเตี้ย

          เลือกส้นสูงแบบไหน ปลอดภัยกว่า

          ควรเลือกที่มีความสูงไม่เกิน 2 นิ้วครึ่ง เลือกรองเท้าที่มีความกว้างของหน้ารองเท้าพอ ๆ กับหน้าเท้าเรา เลี่ยงรองเท้าหัวแคบ หัวแหลม ถ้าต้องการเพิ่มความสูงให้กับตนเองมากๆ ควรเลือกรองเท้าส้นตึกที่มีส้นทั้งทางด้านหน้าและด้านหลัง เพราะความสูงจริง ๆ จะไม่มาก ไม่ต้องเขย่งเท้ามาก แต่ถ้าเลือกรองเท้าส้นตึกสูง ๆ แนะนำรองเท้าที่มีสายรัดทางด้านหลังหรือรองเท้ารัดส้น เปลือยส้นเพราะช่วยให้รองเท้ากระชับกับเท้า จะได้ไม่ต้องเกร็งเท้ามากขณะก้าวเดิน แนะนำที่ทำส้นรองจากยางดีกว่าไม้แข็ง ๆ เพราะช่วยดูดซับแรงกระแทกได้

          สวมอินเทรนด์ ไม่เป็นปัญหา

          ข้อแนะนำดี ๆ ในการใช้รองเท้าส้นสูง คือควรใส่เฉพาะเวลาจำเป็น และมีรองเท้าส้นเตี้ยสำหรับเปลี่ยนในรถหรือที่ทำงาน

          หลังจากใส่รองเท้านาน ๆ ถ้ามีอาการปวดเท้า ควรแช่น้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้า และถ้าน่องตึงควรบริหารน่อง วิธีการบริหารเริ่มจากยืนหันหน้าเข้ากำแพง และใช้แขนทั้งสองข้างยันไว้กับกำแพง ถ้าต้องการบริหารเท้าข้างไหนก็ก้าวเท้านั้นถอยออกไปนิดนึง ให้ส้นเท้าแตะพื้นและปลายเท้าชี้ไปด้านหน้า จากนั้นโน้มตัวไปด้านหน้าเพื่อเป็นการยืดเส้น ค้างไว้อย่าขย่ม นับ 1-10 จากนั้นก็สลับข้างและทำเหมือนกันจะช่วยให้ไม่ปวดน่อง


ผู้หญิง

เงิน-ทอง เสริมธาตุสุขภาพ

          ร่างกายของเรามีธาตุน้ำและธาตุไฟอยู่ในตัว ซึ่งถ้าธาตุทำงานเป็นปกติร่างกายก็จะแข็งแรง แต่ถ้าธาตุทำงานติดขัด เราก็จะไม่สบาย ดังนั้นเวลาที่สวมใส่เครื่องประดับที่เหมาะสมก็จะเสริมสมดุลธาตุ และนี่คือหลักการง่าย ๆ

          ทอง

          ความร้อนของทองจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น แนะนำให้คนที่เป็นโรคความดันต่ำ หน้าซีด หน้ามืด ตาลายบ่อย สวมสร้อยคอ ต่างหูทอง ถ้ามีอาการท้องเสียสลับท้องผูก อาหารไม่ย่อย ปวดเอว ปวดหลังมีไขมันสะสมที่บริเวณท้อง สะโพก ต้นขา มือเท้าเย็นละก็ ควรที่จะหันมาดื่มน้ำอุ่นแทนน้ำเย็น และควรใส่เข็มขัดหัวทองหรือทองเหลือง เพราะจะช่วยปรับสมดุลให้ธาตุไฟบริเวณท้องทำงานได้ดีขึ้น


เครื่องประดับเงิน

          เงิน

          ความเย็นของเงินจะช่วยลดความร้อนในตัวได้ ใครที่มีอาการร้อนใน คอบวม เจ็บคอบ่อยมีไขมันสะสมง่าย ควรที่จะใส่สร้อยคอ หรือต่างหูเงินส่วนใครที่มีอาการหิวบ่อย เพราะระบบเผาผลาญทำงานดีจนผิดปกติ ลำไส้หลั่งน้ำย่อยออกมามากเกินความจำเป็น ทำให้เป็นคนที่กินเยอะเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แต่อาการแบบนี้ก็เสี่ยงกับการเป็นโรคเบาหวาน หัวใจ คอเลสเตอรอลสูง และไขมันอุดตันในเส้นเลือด แนะนำให้ใส่หัวเข็มขัดเงินเพื่อเพิ่มความเย็นให้ช่องท้อง และทำให้ระบบเผาผลาญทำงานเหมือนคนปกติ

คลายสายตาเมื่อยล้า จากการจ้องคอมพิวเตอร์

คลายสายตาเมื่อยล้า จากการจ้องคอมพิวเตอร์


คอมพิวเตอร์


ตาหวานฉ่ำ ด้วยท่าบริหารง่าย ๆ  (BE Magazine)
เรื่องโดย ศรัญญา โรจน์พิทักษ์ชีพ

          พนักงานออฟฟิศอย่างเรา ๆ ใช้เวลากว่า 7 ชั่วโมง อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ แบบนั่งจ้องงานตรงหน้า เหมือนเล่นเกมจับผิดมิปาน สายตาก็ย่อมเหนื่อยล้าเหมือนขาที่วิ่งมาทั้งวัน บางทีอาจจะแสดงอาการปวดตา ปวดหัวเป็นระยะ ๆ หรือว่าอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก่อนที่ตาสวยของเราจะกลายเป็นตาแบบหมีแพนด้า หยุดเล่นเกมจับผิดสักครู่ แล้วมาเริ่มการบริหารสายตากันดีกว่าค่ะ

การบริหารลูกตา กล้ามเนื้อตา และสมองรับภาพ

          การบริหารทั้งสามส่วนนี้จะช่วยให้คุณสามารถมองภาพต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น สิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็คือ วางมือจากแป้นคอมพิวเตอร์ หลบหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ทุก ๆ 1 ชั่วโมง จะดีที่สุด

1.การบริหารลูกตา

          หลับตาใช้อุ้งนิ้ว ย้ำว่า "อุ้งนิ้ว" นวดเบา ๆ วนรอบตาสัก 1 นาที หรือกะพริบตาถี่ ๆ ทุกการใช้สายตาครบ 1 ชั่วโมง เพราะการกะพริบตา จะช่วยขับฟิล์มน้ำตาออกมาเคลือบตาของเราให้แลดูวิ้ง ๆ ปิ๊ง ๆ ตลอดเวลานั่นเอ

2.การบริหารกล้ามเนื้อตา

          กล้ามตาของเรา เป็นส่วนหนึ่งของกล้ามเนื้อต่าง ๆ ที่ต้องการ "การพักผ่อน" มากกว่ากล้ามเนื้อส่วนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ เพราะว่าเราต้องใช้กล้ามตาแทบตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนนอน อยากรู้ก็ลองสังเกตตอนคนที่บ้านของคุณหลับดูสิ... ยามที่เขาหลับสนิท เปลือกตาของเขาจะขยุกขยิกไปมา นั่นคือ "ช่วงกลอกตาเร็ว" นั่นเอง เห็นหรือเปล่าว่า ใช้กล้ามตามากจริง ๆ แต่ไม่ต้องห่วง เรามีวิธีการดูแลตาให้สุขภาพดี ด้วยสูตร "จักษุสปา" สไตล์อายุรวัฒน์มาแนะนำกันค่ะ

           สูตรจักษุสปา

          เริ่มกันตั้งแต่ตื่นนอนเลย ต่อจากนี้ตื่นมาแทนที่จะขยี้ตา เปลี่ยนเป็นเอาตาซุกลงไปกับฝ่ามือเบา ๆ ทิ้งไว้สัก 1 นาที เพื่อเป็นการปรับสายตาให้พร้อมกับการมองเห็นความจริงทุกประการ พอมาถึงที่ทำงาน ทำงานไปได้สักชั่วโมง ลุกขึ้นเดินไปเดินมาบ้าง กะพริบตาเพื่อให้ฟิล์มน้ำตาออกมาเคลือบลูกตา ก่อนพักเที่ยงก็กะพริบตาถี่ ๆ อีกสัก 10 วินาที

          ช่วงบ่าย สายตาเริ่มล้า ให้หลับตาปี๋ ๆ เลย แล้วเบิ่งตาโต ทำสลับกันครั้งละ 10 วินาที เป็นเวลาประมาณ 1 นาที หรือจะใช้อุ้งมือนุ่ม ๆ (รอบนี้อุ้งมือนะ!) ของเรากดตาไว้เบา ๆ สัก 1 นาทีก็พอ จะให้สดชื่นสายตาอีกสักหน่อยก็หาผ้าเย็นเช็ดหน้านุ่ม ๆ ชุบน้ำเย็น ๆ มาประคบสายตาของเราไว้ประมาณ 10 นาที จะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น

          ก่อนเลิกงาน หลังจากปิดคอมพิวเตอร์แล้ว ให้นั่งหลับตา หาที่มืดนั่งเงียบ ๆ สักพัก เพื่อเป็นการพักลูกตา และสมองส่วนรับภาพ เมื่อถึงบ้านแล้ว ดูทีวีได้ตามปกติ แต่ไม่ควรปิดไฟทั้งห้องจนมืด เพราะแสงจากทีวีจะจ้ามาก เป็นผลเสียต่อจอตาของเรา ที่สำคัญควรปิดสวิตช์ตาไม่เกิน 5 ทุ่ม นอนพักได้แล้ว

          ก่อนเข้านอน ให้ทำการขอบคุณสายตาที่ถูกใช้งานมาทั้งวัน ด้วยการพนมมือทั้งสองขึ้นมา เอานิ้วจรดกัน แล้วเอาอุ้งนิ้วทั้งสองมาประทับกับเปลือกตาที่หลับลง นวดวนเบา ๆ ตามเข็มนาฬิกาสัก 1 นาที หากคนที่ตาแห้งก็เพิ่มเป็น 2 นาที พอตื่นนอนก็วนทำแบบครั้งแรก รับรองงานนี้ "ตาหวานฉ่ำ" แน่ ๆ

3.บริหารสมองรับภาพ

          ง่าย ๆ เพียงแค่ "กลอกตา" ไปมา แบบซ้ำ ๆ อย่ารีบ เดี๋ยวตาลาย ให้กลอกจากซ้ายไปขวา และบนลงล่าง ทำท่าแบบนี้เป็นการฝึกสมองไปในตัวด้วยค่ะ


ปวดตา


ดูแลสุขภาพตาด้วย "จักษุโภชนา"

          จำเป็นต้องกินผัก "เขียวจัด" อย่างคะน้า เพราะจะมีวิตามินเอเยอะ และ "เหลืองแจ๊ด" จำพวก ข้าวโพด ฟักทอง แครอท ซึ่งจะมีธาตุที่ชื่อ "ลูทีน" กับ "ซีแซนทิน" เป็นธาตุที่บำรุงสายตาโดยเฉพาะ  

          ระวังเรื่องของการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรืออยู่ใกล้กระจกสะท้อน เพราะอาจเป็น "ต้อ" ได้ ให้ตรวจสอบว่า โต๊ะคอมพิวเตอร์ของเรา ตำแหน่งที่นั่งดีหรือยัง ตรวจสอบการสะท้อนของแสงที่เข้าตาของเรา ด้วยการปิดคอมพิวเตอร์แล้วเปิดไฟห้อง ดูว่าหน้าจอมีแสงไฟสะท้อนเข้าตาหรือเปล่า ถ้ามี ก็ต้องปรับตำแหน่งคอมพิวเตอร์จนกว่าจะไม่มีแสงสะท้อน

          สายตาเป็นเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้เลย อย่าบอกว่า ขี้เกียจทำการบริหาร หรือไม่ว่างจากงานตรงหน้า หากวันหนึ่งสายตาของคุณแย่แล้ว คุณจะเอาสายตาดี ๆ ของคุณมาทำงานต่อได้อย่างไร จริงหรือเปล่าคะ

8 ข้อหลักง่าย ๆ กินเจ ให้ถูกวิธี

8 ข้อหลักง่าย ๆ กินเจ ให้ถูกวิธี

อาหารเจ

อาหารเจ

อาหารเจ

อาหารเจ

8 ข้อหลักง่าย ๆ กินเจให้ถูกวิธี (สสส.)
โดย สุนันทา สุขสุมิตร

          สัญลักษณ์ธงเหลืองปลิวไสวอยู่ตามแผงร้านอาหาร เป็นสัญญาณบ่งบอกถึง "เทศกาลกินเจ" ที่หลายคนเลือกจะงดบริโภคอาหารสัตว์ แล้วหันมาทานผัก โปรตีนที่ได้จากถั่ว เต้าหู้แทน พร้อม ๆ ไปกับการรักษาศีล ทำความดี โดยปีนี้กำหนดจัดเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 7-16 ตุลาคม 2553

          แล้วกินเจอย่างไรให้ถูกวิธี ไม่ให้อ้วน ไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหาร วันนี้ นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้จัดการแผนงานโภชนาการเชิงรุก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีคำแนะนำดี ๆ มาบอกให้ฟังว่า การกินเจถือเป็นเรื่องดี ที่คนหันมากินผักมากกว่า แต่การกินเจใช่เพียงจะมองแต่จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ แต่ควรมองเรื่องของการถือศีลควบคู่เป็นสำคัญ ส่วนวิธีการกินเจให้ถูกวิธี มีหลักง่าย ๆ 8 ข้อ คือ

          1.ต้องมั่นใจว่ารับประทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะหมู่โปรตีน ซึ่งโปรตีนที่จะมาทดแทนเนื้อสัตว์คือ โปรตีนที่ได้จากถั่วเมล็ดแห้ง ซึ่งปัจจุบันนี้มีการผลิตออกมาในรูปแบบของเต้าหู้แผ่น น้ำเต้าหู้ เต้าหู้ทอด ขณะที่วิทยาศาสตร์ด้านอาหารก้าวไกลไปมาก จึงทำให้เกิดโปรตีนเกษตรที่ปัจจุบันนี้ ก็มีผู้นิยมบริโภคจำนวนมากเช่นกัน แต่จากที่ตนได้ลงสำรวจในตลาดพบว่า ปัจจุบันนี้มีการทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ แต่ไม่ได้ทำมาจากโปรตีนเกษตร โดยทำมาจากแป้ง ซึ่งก็อาจส่งผลให้ผู้บริโภคที่ไม่รู้ทานมากไปอาจอ้วนได้

          2.ความสะอาด ส่วนมากผู้ทานเจในปัจจุบันจะมักนิยมไปซื้ออาหารเจตามร้านค้า ไม่ค่อยปรุงอาหารเอง ซึ่งก็เสี่ยงต่อเรื่องของความสะอาด ดังนั้นผู้ปรุงอาหารเจขายควรคำนึงเรื่องของความสะอาดให้มาก โดยเฉพาะการทำความสะอาดผักที่นำมาประกอบอาหาร การเลือกดูเครื่องปรุงรส ไม่ว่าจะเป็นซอส ซีอิ๊ว ต้องดูวันหมดอายุ และผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นต้น

          แนะวิธีล้างผักง่าย ๆ นำผักสดที่ซื้อมาใส่ภาชนะ เติมเกลือประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ทิ้งไว้ 2-5 นาที แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าอีก 1 รอบ ก็จะช่วยล้างสารพิษออกจากผักได้ในระดับหนึ่ง ประมาณ 30-70%


อาหารเจ

อาหารเจ

          3.หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ในที่นี้หมายถึงรสมันจัดกับเค็มจัด เพราะอาหารเจมักจะปรุงด้วยวิธีการผัด-ทอดในน้ำมัน หากเป็นไปได้ควรหันมาบริโภคอาหารประเภทต้ม ย่าง อบ ยำ เช่น ยำมะเขือยาว แกงจืดเต้าหู้ ฯลฯ แทน

          ส่วนรสเค็มจัดนั้น ต้องอย่าลืมว่าการปรุงอาหารก็จะใช้ซอส ซีอิ๊ว เกลือแทนน้ำปลา ซึ่งเครื่องปรุงเหล่านี้มีปริมาณของโซเดียมสูง ซึ่งจะส่งผลให้ไตทำงานหนัก โดยปกติคนเราจะบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 mg./วัน

          4.ควรเลือกทานผัก-ผลไม้สด มากกว่าผักดอง เพราะผักสดมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าผักดอง

          5.อาหารเจประเภทที่ปรุงด้วยวิธีการเคี่ยวนาน ๆ อาจทำให้คุณค่าของสารอาหารสูญเสียไป เช่น ต้มจับฉ่าย ที่ต้องใช้เวลาเคี่ยวนาน ในส่วนนี้ต้องระวังเรื่องของคุณค่าอาหารจะหายไป รวมถึงความสะอาดของผัก เพราะหากไม่ล้างให้สะอาดแล้วนำมาปรุง ก็เท่ากับสารพิษก็จะตกค้างอยู่ในหม้อ

          6.ทานเจให้ได้ไอโอดีนอย่างเพียงพอ เพราะการทานเจไม่ได้รับประทานอาหารทะเล ดังนั้นการรับประทานอาหารเจ ก็ควรเติมเกลือไอโอดีนใส่ในการปรุงรสด้วยก็จะช่วยทดแทนได้

          7.ควรบริโภคข้าวกล้องมากกว่าข้าวขาว เพราะในข้าวกล้องมีวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนมากกว่าข้าวขาว

          8.งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำอัดลม แล้วหันมาดื่มน้ำเปล่าบริสุทธิ์แทน


อาหารเจ

อาหารเจ

          8 ข้อหลักนี้เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ผู้บริโภคจะเลือกไปปฏิบัติ แล้วรู้หรือไม่ว่าการกินเจจะมีประโยชน์กับระบบของร่างกายอย่างไร? ศูนย์สารนิเทศทางอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุประโยชน์ของการกินเจไว้ว่า

          ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียออกให้หมด ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ภายใน สารอาหารที่มีคุณค่าในพืชผักสดผลไม้ช่วยให้การขับถ่าย และการย่อยเป็นปกติ
    
          เมื่อรับประทานเป็นประจำ โลหิตจะถูกฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อย ๆ เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายเสื่อมสลายช้าลง ทำให้อายุยืนยาว ผิวพรรณสดชื่น ผ่องใส นัยน์ตาแจ่มใส ไม่พร่ามัว ร่างกายแข็งแรง รู้สึกเบาสบาย ไม่อึดอัด มีสุขภาพอนามัยดี
    
          อวัยวะหลักสำคัญภายในและอวัยวะประกอบทั้ง 5 แข็งแรง ทำงานได้เป็นปกติสมบูรณ์มีสมรรถภาพสูง  (อวัยวะหลักภายในทั้ง 5 ได้แก่ หัวใจ, ไต, ม้าม, ตับ, ปอด)  (อวัยวะประกอบทั้ง 5 ได้แก่ ลำไส้เล็ก, ลำไส้ใหญ่, กระเพาะปัสสาวะ, กระเพาะอาหาร, ถุงน้ำดี)

          ร่างกายต้านทานต่อสารพิษต่าง ๆ ได้สูงกว่าคนปกติธรรมดา อาทิ  สารเคมี, ยากำจัดศัตรูพืช, ยาฆ่าแมลง, ก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในอุตสาหกรรม เครื่องจักรกล และสารอาหารในพืชผักช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายทนต่อการทำลายจากรังสีต่าง ๆ เช่น กัมมันตภาพรังสีที่เกิดจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ และในสงคราม
      
           ในบรรดาผู้ที่รับประทานอาหารเจ อาหารพืชผักเป็นประจำ ความเจ็บไข้ได้ป่วยมักไม่มีปรากฎ
โดยเฉพาะโรคที่รุนแรงและเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง,โรคหัวใจ, ความดันโลหิตสูง, เส้นเลือดตีบ, ไขมันอุดตันในเส้นโลหิต,  โรคไต, ไขข้ออักเสบ, โรคเกาต์, โรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่ายย่อยอาหารและทางเดินอาหาร เช่น โรคริดสีดวงทวาร, มะเร็งในกระเพาะ และลำไส้, โรคกระเพาะ, อาหารไม่ย่อย  โรคเหล่านี้จะไม่พบในผู้ที่รับประทานอาหารเจอาหารพืชผัก และผลไม้เป็นประจำ

          เห็นคุณประโยชน์นานัปการแบบนี้แล้ว กินเจปีนี้ ใครที่ยังไม่เคยทานเจ ลองหันมาทานเจดูบ้าง อย่างน้อยก็เหมือนเป็นการล้างพิษในร่างกายแถมยังอิ่มบุญอีกด้วย

จิ้มจุ่ม ช้อน ส้อม ตะเกียบ ระวังเชื้อโรค

จิ้มจุ่ม ช้อน ส้อม ตะเกียบ ระวังเชื้อโรค


เคล็ดลับสุขภาพ

จิ้มจุ่ม ช้อน ส้อม ตะเกียบ (Modernmom)

โดย: ผศ.น.สพ.ดร.ศุภชัย เนื้อนวลสุวรรณ
ภาควิชาสัตวแพทยสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คราวนี้ เราจะว่าด้วยเรื่องที่ใกล้ตัวอีกเช่นกัน

          หลาย ๆ คน คงจะเคยไปลิ้มรสอาหารในศูนย์อาหาร หรือที่เรียกว่า ฟู้ดเซ็นเตอร์ หรือ ฟู้ดคอร์ท กันมานักต่อนักแล้วนะครับ และคงเห็นหม้อน้ำร้อนที่เจ้าของสถานที่หวังดีจัดบริการให้ไว้ โดยมักจะตั้งไว้ใกล้ ๆ กับที่วางช้อน ส้อม และ ตะเกียบ ให้ได้ใช้ลวก หรือ ถ้าจะให้ถูกน่าจะเรียกว่า "จิ้มจุ่มด่วน" เนื่องจากคนที่มากินในศูนย์อาหารก็มักจะไม่ต้องการพิธีรีตองมากมายในการกินอาหาร สำหรับท่านที่ไม่เคยเฉียดใกล้พวกห้างสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ก็อย่าค้อนหลายวงนะครับ จริง ๆ แล้ว หม้อน้ำร้อนนี้ไม่เพียงแต่จะพบได้เฉพาะในศูนย์อาหาร ฟู้ดเซ็นเตอร์ หรือ ฟู้ดคอร์ทขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่เท่านั้น ระดับโรงอาหาร ศูนย์อาหาร ในสถานที่ราชการ เอกชน หรือมหาวิทยาลัยทั่วไป ก็สามารถพบวัตถุดังกล่าวนี้ได้หนาตาโดยทั่วไปเช่นเดียวกันครับ

ใช้หม้อจิ้มจุ่มทำอะไร?

          ฟังคำถามอาจจะดูเหมือนง่าย คำตอบก็ดูเหมือนง่ายเหมือนคำถามนั่นแหละ แต่ปฏิบัติจริงอาจจะยากกว่าคำถามกับคำตอบที่คิดก็เป็นได้

          คำตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ หม้อจิ้มจุ่มใช้ลวกช้อน ส้อม ตะเกียบ เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจจะสะสม หรือติดอยู่กับอาวุธในการเปิบอาหารเข้าปาก

          แต่อันที่จริงแล้ว ทุกคนก็คิดเหมือนกันว่า การจุ่มช้อน ส้อมและตะเกียบ เพียงชั่ววินาที หรือแค่ไม่กี่อึดใจลงในหม้อจิ้มจุ่มที่มีน้ำร้อนตั้งเอาไว้ตั้งแต่ปีมะโว้ เคยเปลี่ยนน้ำบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ จะสามารถทำลายเชื้อโรคได้ทุกชนิดได้อย่างหมดจดหมดคราบ ซอกซอนลึกเข้าถึงเนื้อโลหะ เนื้อไม้ได้หรือไม่

          แหมอะไรจะมหัศจรรย์เหมือนของเล่นวิเศษที่โนบิตะได้จากโดราเอมอนล่ะ

ประวัติที่มาของหม้อจิ้มจุ่ม

          บังเอิญเป็นอย่างยิ่งทีเดียว ที่หมอได้มีโอกาสเป็นอาจารย์พิเศษไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่องเกี่ยวกับไวรัสที่ติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยหนึ่งในไวรัสที่หมอไปบรรยาย คือ ไวรัสตับอักเสบเอ และได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนพูดคุยกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำให้ทราบว่า เคยมีการระบาดของไวรัสโรคตับอักเสบเอในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งนั้นจึงได้มีความพยายามควบคุม หรือสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโรคตับอักเสบเอ ซึ่งเข้าใจว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะมีหลายมาตรการที่ออกมาในระยะนั้น และหนึ่งในมาตรการเหล่านั้น คือ การลวกช้อน ส้อมและตะเกียบในโรงอาหารที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อจากนั้นมา การปรากฏตัวของหม้อจิ้มจุ่มก็กลายเป็นวัฒนธรรม หรือประเพณีของโรงอาหาร หรือศูนย์อาหารระบาดไปทั่วประเทศ

          หมอเคยเดินทางหรือใช้ชีวิตในต่างแดนมาก็หลายประเทศ ยังไม่เคยเห็นหม้อจิ้มจุ่มแบบบ้านเราเลยครับ แนวคิดเรื่องการลวกช้อน ส้อมหรือตะเกียบนี้ มองดูเผิน ๆ คิดกันง่าย ๆ เหมือนจะเป็นหวังดี แต่ถ้าไม่ปฏิบัติดี ไม่ปฏิบัติชอบแล้วไซร้ ก็จะเป็นการประสงค์ร้ายต่อผู้อื่นแทนได้

หม้อจิ้มจุ่ม ทำผิดอะไรเหรอ?

          จริง ๆ แล้ว ตัวหม้อจิ้มจุ่มเองไม่ได้มีความผิดคิดคดทรยศ ทั้งผู้มีอุปการคุณที่มาเปิบอาหาร หรือกระทั่งเจ้าของสถานที่ แต่ความผิดอยู่ที่วิธีการใช้ "หม้อจิ้มจุ่ม" มากกว่า

          ถ้าคุณมีโอกาสนั่งเฝ้าเจ้าหม้อจิ้มจุ่มนี่ดูนะครับ ลองดูตั้งแต่เปิดโรงอาหารหรือศูนย์อาหาร จนกระทั่งศูนย์อาหารมาเชิญท่านกลับบ้าน เพราะได้เวลาปิดแล้ว ท่านอาจจะสังเกตได้ชัดเจนว่า ตั้งแต่เปิดบริการในแต่ละวัน หม้อน้ำร้อนนี้ไม่เคยได้มีโอกาสขยับไปไหน นั่งก้นร้อนติดอยู่กับที่ตลอดเวลา คาดว่า นานวันเข้าจะเป็นริดสีดวงทวารเอาได้ง่าย ๆ ครับ เจ้าของสถานที่ (หมายรวมถึง ศูนย์อาหาร โรงอาหารทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่) คงจะนึกเอาเองว่า ตั้งแต่เช้าที่เริ่มเปิดบริการ จนกระทั่งเย็นหรือดึก น้ำที่อยู่ในหม้อจิ้มจุ่มจะสามารถทำงานได้ตลอดรอดฝั่งในการปราบเหล่าร้ายเชื้อโรคที่อาจจะนั่งคอย นอนคอยในช้อน ส้อมหรือตะเกียบ รอว่าเมื่อไหร่จะมีเหยื่อมารับอุปการะเลี้ยงดูเชื้อโรคที่ตกทุกข์ได้ยาก กำพร้าตั้งแต่เกิด

          ถ้าคุณเป็นผู้โชคดี คือ ใช้หม้อจิ้มจุ่มเป็นคนแรก ๆ ตอนที่น้ำและหม้อจิ้มจุ่มยังสะอาดดีอยู่ เชื้อโรคที่อาจจะอยู่ที่ช้อน ส้อมหรือตะเกียบ ก็จะถูกเฉดหัวไปสู่บ้านใหม่ คือ น้ำในหม้อจิ้มจุ่ม พอเจอกับความร้อนสูง ก็จะลาโลกไปหมด

          ถ้าคุณเป็นผู้โชคดีกว่านั้น คือ ใช้หม้อจิ้มจุ่มในช่วงกลาง ๆ หรือ ช่วงท้าย ๆ ของวัน สถานการณ์จะเริ่มแย่ลง เพราะว่าน้ำในหม้อจิ้มจุ่มที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนเลย ปริมาณสิ่งสกปรกมีการสะสมตัวมากยิ่งขึ้น น้ำที่ร้อนก็อาจจะร้อนน้อยลงจนกระทั่งเปลี่ยนจาก "หม้อฆ่าเชื้อ" ไปเป็น "หม้อเพาะเชื้อ" ไปเสียฉิบ ทำให้น้องแบคจากช้อน ส้อมหรือตะเกียบแทนที่จะตายในหม้อจิ้มจุ่ม กลับเพิ่มจำนวนในหม้อจิ้มจุ่ม หรือ หม้อเพาะเชื้อ ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นสวรรค์บนดินให้เชื้อโรคเพิ่มจำนวนออกลูกออกหลานมากมายยั้วเยี้ยได้ อันเนื่องจากมีอาหารเป็นบรรดาสิ่งสกปรกที่มาจากช้อน ส้อมหรือตะเกียบ สะสมในหม้อเพาะเชื้อ ในที่สุดก็จะสะสมเพิ่มจำนวนเชื้อโรคเป็นเท่าทวีคูณมากยิ่ งๆ ขึ้นไป คุ

          ผู้โชคดีกว่า ที่คิดว่า หม้อจิ้มจุ่มจะเป็นหนทางที่จะทำให้ช้อน ส้อมหรือตะเกียบสะอาดปลอดเชื้อโรค เมื่อใช้หม้อจิ้มจุ่มนี้ กลับไปเพิ่มทั้งความสกปรกและเชื้อโรคให้กับช้อน ส้อมหรือตะเกียบมากกว่าการไม่จุ่มเสียอีก เป็นงั้นไปได้ไงนี่

แล้วจะทำยังไงดีล่ะ

          คงต้องเป็นบทบาท หรือความอนุเคราะห์จากผู้ประกอบการเจ้าของสถานที่เป็นสำคัญครับในการแก้ไขปัญหา ก็เมื่อรู้แล้วว่าน้ำในหม้อจิ้มจุ่มที่ทิ้งไว้นาน จะเป็นแหล่งหมักหมมสะสมสิ่งสกปรกและเชื้อโรค ก็ควรจะต้องเปลี่ยนน้ำให้บ่อยขึ้น เท่าที่จะทำได้

          เรื่องความร้อนของน้ำ แม้ว่าการเพิ่มความร้อนให้สูงขึ้นอีก โดยหลักการและทฤษฎีจะช่วยลดเวลาในการจุ่มทำลายเชื้อโรคได้ก็ตามที (ผู้มีอุปการคุณก็อยากได้แบบเปิดปุ๊บ...ติดปั๊บอยู่แล้วนี่) แต่เชื้อโรคบางชนิด เช่น แบคทีเรียจะมีพรสวรรค์ หรือ พรแสวง บางอย่างในการรักษาเผ่าพงศ์วงศาคณาญาติไว้ จึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น สถานการณ์ที่ความร้อนสูงขึ้น แม้จะต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุเชื้อโรคก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่า น้องแบคทำได้

สรุป

          การใช้หม้อจิ้มจุ่มที่ถูกวิธี จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโรคที่อาจจะอยู่ในช้อน ส้อมหรือตะเกียบได้ แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนน้ำในหม้อจิ้มจุ่มเลย แทนที่จะทำให้ช้อน ส้อมหรือตะเกียบสะอาดขึ้น กลับจะทำให้สกปรกและอันตรายมากขึ้นเสียอีก ทางออกสุดท้าย ก็อาจจะไม่จุ่มเลยจะดีกว่า...เอวัง
 

ทำไมคนเราต้องตรวจสุขภาพ ?????

ทำไมคนเราต้องตรวจสุขภาพด้วย?

ตรวจสุขภาพ


ทำไมคนเราต้องตรวจสุขภาพด้วย?  (โรงพยาบาลพญาไท)

          "อ้าว ก็อยากอยู่กับคนที่เรารักไปนาน ๆ ไง" คำตอบข้างต้นคงเป็นเป็นคำตอบที่ถูกต้องแล้วสำหรับทุกคน เพราะเป้าหมายของการตรวจสุขภาพก็เพื่อเป็นการลดอัตราการเสียชีวิต หรือเพิ่มอัตราการมีชีวิตให้ยืนยาวขึ้น นั่นเอง

แล้วคนเรามักเสียชีวิตด้วยโรคอะไรกันบ้าง?

          จากสถิติปัจจุบันพบว่า โรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยเรียงจากลำดับสูงสุดลงไป คือ โรคมะเร็ง (81.4 ต่อแสน) อุบัติเหตุ (57.6 ต่อแสน) โรคหัวใจ ความดันและหลอดเลือด (57.4 ต่อแสน) โรคเกี่ยวกับปอด (22.4 ต่อแสน) โรคไตอักเสบไตพิการ (20.2 ต่อแสน) โรคเกี่ยวกับตับและตับอ่อน (14.6 ต่อแสน) โรคเอดส์ (12.8 ต่อแสน) ที่เหลือเป็นโรคอื่น ๆ ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างต่ำ

          การตรวจสุขภาพ จึงเป็นการคัดกรองว่าเราจะไม่ป่วยเป็นโรคเหล่านี้ เพราะได้ผ่านการดูแล และตรวจสอบตลอดเวลาแล้วว่ามีอะไรที่ผิดปกติก่อนวัย หรือมีอะไรที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ในอนาคต และควรจะต้องเฝ้าระวังหรือไม่ จากการใช้ชีวิตประจำวันที่อาจจะมีผลต่อสุขภาพคุณได้โดยไม่รู้ตัว เช่น การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ความครียด มลภาวะ การรับประทานอาหาร เป็นต้น

          การตรวจสุขภาพจะสามารถหยุดขบวนการ หรือสารต่าง ๆ ที่ทำลายร่างกายได้ โดยถ้าหากพบโรคร้ายแรงในระยะเริ่มแรกก็จะได้รีบเข้ามารับการรักษา ผลการรักษาก็จะดีกว่าที่จะไปพบแพทย์ในระยะที่อาจช่วยอะไรได้ไม่มากแล้ว และยังจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการใช้ชีวิตใหม่ว่า ควรจะต้องปรับเปลี่ยนหรือ ระมัดระวังการใช้ชีวิตในเรื่องอะไรบ้าง

ตรวจอะไรเพื่ออะไร?

การตรวจความดันโลหิต

          ความดันโลหิตสูงอาจไม่แสดงอาการปวดศีรษะ แต่ในระยะยาวทำให้เกิดผลเสียต่อสมอง หัวใจ และไต การตรวจร่างกายทำให้พบและรักษาได้ แทนที่จะเกิดปัญหาใหญ่ ๆ เช่น ไตวาย หรือเส้นเลือดสมองแตก

การเอกซเรย์ปอด

          เพื่อวินิจฉัยโรคปอด เยื่อหุ้มปอดและหัวใจ และกระดูกช่วงอก โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่หรือได้รับสารพิษติดเชื้อ ซึ่งอาจทำให้ปอดผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของวัณโรค โรคถุงลมโป่งพอง

การตรวจอัลตร้าซาวนด์ (Ultrasound)

          เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง หรืออัลตร้าซาวนด์ในการตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะในช่องท้อง

          การตรวจช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen) เป็นการตรวจภายในช่องท้องเพื่อดูความผิดปกติของตับ ไต ถุงน้ำดี ม้าม ตับอ่อน เป็นต้น

          การตรวจช่องท้องส่วนล่าง หรืออุ้งเชิงกราน (Ultrasound Lower Abdomen or Pelvis) เป็นการตรวจภายในช่องท้อง เพื่อดูความผิดปกติของอวัยวะในช่องท้องส่วนล่าง (อุ้งเชิงกราน) เช่น รังไข่ มดลูก ต่อมลูกหมาก หรือก้อนเนื้องอกในอุ้งเชิงกราน

          การตรวจช่องท้องทั้งหมด (Ultrasound Whole Abdomen) เป็นการตรวจดูความผิดปกติภายในช่องท้องทั้งหมด

การตรวจหาภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

          โรคตับอักเสบชนิดบี อาจทำให้มีอาการอ่อนเพลียเบื่ออาหาร ปัสสาวะสีเข้ม ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการป่วย การตรวจช่วยให้ทราบว่ามีการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายหรือไม่ หรือถ้ายังไม่พบการติดเชื้อ และไม่มีภูมิต้านทาน จะได้รับวัคซีนเพื่อป้องกัน

การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด CBC

          เป็นการตรวจหาความผิดปกติของร่างกายด้วยการตรวจเลือด เพื่อทำการป้องกันและแก้ไขโรคต่อไป

การตรวจการทำงานของไต Creatinine

          เป็นการวัดระดับสารเคมีในเลือด สามารถตรวจดูได้ว่า เป็นภาวะไตเสื่อม หรือไตวาย ได้หรือไม่

การตรวจการทำงานของตับ

          เป็นการตรวจเพื่อดูความผิดปกติในส่วนของเนื้อตับ เช่น ตับอักเสบ และดูความผิดปกติในระบบทางเดินน้ำดี

การตรวจระดับกรดยูริค

          เป็นการตรวจหาโรคเก๊าท์ และถ้าระดับกรดยูริคสูงกว่าปกติ อาจก่อให้เกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นสาเหตุของโรคไตตามมาได้

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด FBS

          เป็นการตรวจเพื่อดูว่า มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ โรคเบาหวานอาจพบได้ก่อนแสดงอาการ หากท่านน้ำหนักมาก หรือมีกรรมพันธุ์เป็นโรคเบาหวาน การตรวจน้ำตาลในเลือดจะมีประโยชน์มาก

การตรวจปริมาณไขมันในเลือด

          ไขมันคอเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นการตรวจระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดว่า มีปริมาณสูงเกินไปหรือไม่

          ไขมันไตรกรีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นการตรวจเพื่อดูองค์ประกอบไขมันในเลือดสูง

          ไขมันความหนาแน่นสูง (HDL) เป็นไขมันคอเลสเตอรอลชนิดดี จะช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน

          ไขมันในเลือดต่ำ (LDL) เป็นไขมันคอเลสเตอรอลไม่ดี ก่อให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดง

การตรวจปัสสาวะ

          เป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ เพราะอาจเกิดโรคกระเพาะอักเสบหรือโรคไต และตรวจสารตกค้างของยาเสพติด

การตรวจอุจจาระ

          เป็นการตรวจหาพยาธิต่าง ๆ และตรวจระบบขับถ่ายว่าผิดปกติหรือไม่