คุณออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อาหารที่มีประโยชน์อาจจะมีข้อเสียก็ได้

ไวน์
ข้อดี
ผลการวิจัยหลายสำนักระบุตรงกันว่า การดื่มไวน์วันละ 1 - 2 แก้วช่วยลดการเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ 40 %
ข้อเสีย แอลกอฮอล์ในไวน์ก็เหมือนแอลกอฮอล์ในเหล้าหรือเบียร์ คือเป็นสาเหตุของมะเร็งหลายชนิด
นอกจากนั้นผลการวิจัยในสหรัฐพบว่า แอลกอฮอล์มีส่วนทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 2 %
คำแนะนำ ถ้าคิดว่าผลดีคุ้มค่าต่อการเสี่ยงก็ดื่มได้ แต่ไม่ควรเกินวันละ 5 ออนซ์
กาแฟ
ข้อดี
กาแฟนอกจากกระตุ้นให้รู้สึกสดชื่นแล้ว การวิจัยในเบื้องต้นพบว่า
กาแฟช่วยป้องกันโรคตับแข็ง โรคเบาหวาน นอกจากนั้นยังพบว่าผู้หญิงสูงอายุ
ที่ดื่มกาแฟมาตลอดชีวิตมีแนวโน้มที่จะมีความจำดีกว่าผู้หญิงที่ไม่ดื่มกาแฟเลย
ข้อเสีย หากกำลังตั้งครรภ์ไม่ควรดื่มกาแฟอย่างเด็ดขาด เพราะกาเฟอีนอาจทำให้แท้งได้
และผู้ที่มียีนซึ่งทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดกาเฟอีนออกจากร่างกายได้หมด ผู้ที่มีปัญหาการนอนหลับ จุกเสียด เป็นโรค (น้ำย่อย) ไหลย้อนจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหาร ก็ไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะไม่เป็นผลดีต่ออาการดังกล่าว
ถ้าเป็นผู้ที่ชอบดื่มกาแฟต้มเองก็ควรใช้ที่กรองกาแฟด้วย เพราะการไม่ใช้ที่กรองกาแฟ (เครื่องทำกาแฟบางประเภทไม่ใช้ที่กรองกาแฟ) อาาจทำให้ระดับคาเลสเทอรอลสูงขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคหัวใจ
คำแนะนำ คนทั่วไปสามารถดื่มกาแฟได้ตามปกติ แต่ไม่ควรเกินวันละ 3 แก้ว (แก้วละ 8 ออนซ์)
ส่วนคนที่มียีนเจ้าปัญหา ถ้าเลิกไม่ได้ไม่ควรดื่มเกินวันละ 1 แก้ว
ปลา
ข้อดี
ปลาเป็นอาหารที่นักโภชนาการแนะนำให้รับประทานเป็นประจำ เพราะนอกจากเป็นแหล่งโปรตีนแล้ว ยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ยิ่งกว่านั้นการรับประทานปลายังไม่เป็นปัญหากับน้ำหนักเหมือนกับการรับประทานอาหารประเภทอื่น
ข้อเสีย ทุกวันนี้พบว่าปลาทะเลหลายชนิดมีสารปรอทตกค้าง ซึ่งเกิดจากมลพิษในทะเลที่เพิ่มขึ้น การรับประทานปลาจึงเท่ากับการรับประทานปรอท ซึ่งเป็นสารที่ทำลายเซลล์สมองเข้าไปด้วย นอกจากนั้นการมีสารปรอทในร่างการยมากเกินไปอาจทำให้เป็นมะเร็.ได้เช่นกัน
คำแนะนำ ผู้หญิงตั้งครรภ์ควรใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษในการรับประทานปลาทะเล เพราะสารปรอทอาจทำให้เด็กในครรภ์ผิดปกติ ส่วนคนปกติไม่ควรรับประทานปลาทะเลอาทิตย์ละ 2 ครั้ง แต่ไม่ควรรับประทานปลาประเภทเดียวกันซ้ำใน 1 อาทิตย์ และพยายามเลือกรับประทานปลา หรืออาหารทะเลที่ปรอทต่ำ เช่น กุ้ง แซลมอน ทูน่ากระป๋อง เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว
เมื่อมีทั้งข้อดีและข้อเสียคงต้องพิจารณาว่าร่างกายของแต่ละคนเหมาะที่จะรับประทานอาหารดังที่กล่าวมาหรือไม่ มากน้อยเพียงใด

อาหารต้องห้ามขณะท้องว่าง

คุณคงเป็นอีกคนที่ในช่วงหนึ่งอาจใช้เวลา เพลิดเพลินไปกับการทำงานจนลืมรับประทานอาหาร หรือกำลังควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก เมื่อเหตุผลข้างต้น ทำให้การรับประทานอาหารของคุณไม่ตรงเวลา จนกระทั่งส่งผลให้เกิดอาการท้องว่างนั้น คุณทราบไหมว่าเมื่อท้องของคุณว่างแล้ว คุณรับประทานอาหารเข้าไป อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของคุณได้ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะรับประทาน ควรเลือกชนิดของอาหารเสียก่อนนะคะ ไปดูกันว่าอาหารที่ไม่ควรรับประทานขณะท้องว่างมีชนิดใดบ้าง
นม และ นมถั่วเหลืองแม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน?แต่จะเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อกระเพาะอาหารมีสารประเภทแป้งอยู่
เหล้าหากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง จะไปกระตุ้นกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะ อาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
น้ำตาล หรือ อาหารหวานไม่ควรรับประทานอาหารหวานหรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช๊อกโกแลต เพราะ หากรับประทานขณะท้องว่าง จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต
ชาที่แก่เกินไปชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ
ลูกพลับไม่ควรรับประทานลูกพลับในขณะที่ท้องว่าง เพราะกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือออกมามาก หากไปรวมตัวกับยาง และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้ว จะทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
กล้วยเพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วยขณะที่ท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น ทำให้สูญเสียส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือด หัวใจ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
กระเทียมเพราะจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารได้รับการกระตุ้นให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง
ผักการรับประทานผักอย่างเดียวในขณะที่ท้องว่าง จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปกติ
นอกจากนั้น ยังไม่ควรอาบน้ำและออกกำลังกายด้วยเช่นกัน เพราะการอาบน้ำและการออกกำลังกายภายในขณะที่ท้องว่าง จะทำให้เกิดอาการช็อก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย
อย่าลืม สิ่งใดที่มีคุณอนันต์ ก็อาจมีโทษมหันต์เช่นกัน ถ้าคุณปฏิบัติอย่างผิดวิธี

อ่อนเพลียอย่างนี้ไม่มีโรค

อ่อนเพลียอย่างนี้ไม่มีโรค

อ่อนเพลีย

อ่อนเพลียอย่างนี้ไม่มีโรค (หมอชาวบ้าน)

          มีผู้ป่วยหลายคนมาพบแพทย์ด้วยเรื่องอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงทำงาน บางคนบอกว่ารู้สึกเหนื่อยง่าย บ้างก็ว่าร่างกายอ่อนล้าผิดปกติ ที่สำคัญคือกลัวว่าจะเป็นโรคร้ายแรง

          โดยมากเมื่อคนเราเจ็บป่วย มักจะมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วยเสมอ ดังนั้น ถ้ามีอาการอ่อนเพลีย จึงมักจะนึกถึงโรคต่าง ๆ แต่สำหรับคนที่รู้สึกอ่อนเพลีย แต่ไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ ที่เห็นได้ชัด จะเกิดความวิตกกังวล ครั้นไปพบแพทย์ก็อาจตรวจไม่พบความผิดปกติใด ๆ แพทย์เองก็วินิจฉัยไม่ถูก

          บางคนก็บอกว่าเกิดจากความเครียด หรือวิตกกังวล และแพทย์เองก็ไม่รู้จะให้ยาอะไร นอกจากยาคลายเครียด วิตามิน หรือน้ำเกลือ ก็แล้วแต่วิธีการรักษาของแต่ละคน และกรณีที่ผู้ป่วยได้รับยาคลายเครียดด้วย ก็จะยิ่งทำให้ง่วงซึมและอ่อนเพลียมากขึ้นไปอีก

          อาการอ่อนเพลียเป็นอาการทางร่างกายและจิตใจที่พบได้บ่อย ๆ ซึ่งมีทั้งที่เกิดจากโรคและที่ไม่ใช่โรค เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ตรากตรำทำงานหนัก อากาศที่ร้อนจัด วิตกกังวล เครียด ขาดสารอาหาร หรืออาจเกิดจากโรค เช่น โรคติดเชื้อ หรือเจ็บป่วยอื่น ๆ

          สำหรับตัวผู้เขียนเองนั้น มักจะพยายามบอกให้ผู้ป่วยรู้จักพึ่งพาตัวเองในระดับหนึ่ง โดยใช้ดุลยพินิจวิเคราะห์อาการต่าง ๆ เมื่อรู้สึกไม่สบาย ว่าจำเป็นต้องใช้ยาหรือไม่ มีสาเหตุที่สามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องพึ่งยาหรือไม่
กรณีอ่อนเพลียที่ไม่พบอาการผิดปกติอื่นใดและพอจะหาสาเหตุได้ เช่น นอนน้อยเกินไป มีภาวะเครียดการจำกัดอาหาร อย่างนี้ก็ให้แก้ไขที่สาเหตุ ปรับพฤติกรรมและวิถีชีวิตใหม่ พยายามผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ โดยที่ยังไม่ต้องไปพึ่งน้ำเกลือหรือยาบำรุงใด ๆ เพราะ "อาการบางอย่างไม่ใช่โรค" และ "โรคบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา"

          อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า บางครั้งก็เกี่ยวข้องกับอาหารที่กินด้วย เมื่อร่างกายขาดสารอาหารบางอย่างก็ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เซื่องซึม หรือเหนื่อยล้าได้ เช่น ขาดพลังงาน ขาดโปรตีน ขาดวิตามินบี หรือธาตุเหล็ก เป็นต้น

          ดังนั้น คนที่จำกัดการกินอาหารหรือพยายามลดน้ำหนัก จะมีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่สำคัญคือ จะต้องกินอาหารให้หลากหลาย เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน ร่างกายจะเกิดสมดุล กล้ามเนื้อแข็งแรง ภูมิคุ้มกันดีขึ้น นอกจากนี้ควรกินปริมาณพอดี ไม่มากไปหรือน้อยไป งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดอาหารพวกไขมันแปรรูป ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 8 แก้ว เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อ่อนเพลียได้เช่นกัน

          ไม่ต้องพึ่งน้ำเกลือหรือยาบำรุง เพราะอาการบางอย่างไม่ใช่โรค และโรคบางอย่างไม่จำเป็นต้องใช้ยา

          นอกจากเรื่องอาหารแล้ว ควรพักผ่อนให้เพียงพอทำใจให้สบาย หลีกเลี่ยงความเครียด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะทำให้กล้ามเนื้อและระบบเผาผลาญทำงานดี

          ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีแรง แพทย์จะต้องซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยส่วนใหญ่ถ้าเจ็บป่วยเป็นโรคมักจะมีอาการอื่นร่วมด้วย และจะสังเกตได้ไม่ยาก แต่ที่แพทย์มักจะถามอยู่เสมอคือ มีไข้ไหม น้ำหนักลดหรือผอมลงหรือไม่ปัสสาวะมากและกระหายน้ำบ่อย ๆ หรือไม่ เป็นต้น เพื่อที่จะวินิจฉัยแยกโรคว่าเกิดจากความเจ็บป่วยหรือเกิดจากสาเหตุอื่นกันแน่

          สำหรับอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้าแบบเรื้อรัง ชนิดที่ว่าไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ พักผ่อนหรือปรับปรุงวิถีชีวิตแล้วก็ยังไม่หาย จัดเป็นอาการป่วยชนิดหนึ่ง วินิจฉัยค่อนข้างยาก ตามตำราจะเรียกอาการแบบนี้ว่า โครนิกฟาทีกซินโดรม (chronic fatigue syndrome-CFS) ซึ่งมักจะอ่อนเพลียมานาน ส่วนใหญ่จะมากกว่า 6 เดือน และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดตามข้อ เจ็บคอ มีไข้ นอนไม่หลับ ซึมเศร้า เป็นต้น

          โรคนี้พบได้ไม่บ่อย สาเหตุนั้นยังไม่แน่ชัด โดยอาจเป็นผลมาจากโรคติดเชื้อเรื้อรัง ขาดสารอาหารขาดฮอร์โมนบางอย่าง หรือเกิดจากภาวะเครียดเรื้อรัง เป็นต้น การรักษานั้นต้องใช้ทั้งยา โภชนบำบัด และปรับวิถีชีวิตให้สมดุล

          แต่สำหรับอาการอ่อนเพลียที่พบอยู่บ่อย ๆ นั้น มักจะไม่ใช่เกิดจากโรคหรือความเจ็บป่วย ส่วนใหญ่เกิดจากการมีวิถีชีวิตที่ไม่ถูกต้อง เช่น พักผ่อนน้อย ตรากตรำทำงาน กินอาหารไม่เพียงพอ ความเครียด เป็นต้น ดังนั้นวิธีการรักษาจึงอยู่ที่การแก้ไขสาเหตุ มากกว่าการพึ่งพายาหรือน้ำเกลือเพื่อบำรุงกำลัง

สูบบุหรี่... เดี๋ยว ฝี ผุดที่หน้าอกนะ!

สูบบุหรี่... เดี๋ยว ฝี ผุดที่หน้าอกนะ!

ฝี

สูบบุหรี่... เดี๋ยว ฝี ผุดที่หน้าอกนะ! (Lisa)

          ถ้าไม่อยากให้ฝีขึ้นที่หน้าอกจนหมดสวย ก็ต้องวางบุหรี่กันตั้งแต่ตอนนี้ และจงเก็บหัวนมไว้ดี ๆ อย่าเอาไปเจาะ!

          โดยการศึกษาจาก University of Iowa เปิดเผยในวารสาร American College of Surgeon เขาเปิดเผยว่า คนที่สูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็นฝีที่หน้าอกมากกว่าคนปกติ 40-50% แน่ะ และพอเป็นแล้วก็มีโอกาสเป็นอีกถึง 15 เท่า ถ้าเทียบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่เลย

          ส่วนคนที่เจาะหัวนมก็อาจมีฝีได้ภายใน 7 ปี หลังจากที่เจาะมาแล้ว เราขอเตือนไว้ก่อนเลย อย่าคิดว่าฝีไม่อันตรายนะ เพราะฝีบริเวณหน้าอกนั้นจะอักเสบ ทำให้หน้าอกเป็นแผล เจ็บมาก ๆ และก็รักษายากอีกด้วย